
เที่ยวจีนทั้งที อย่าเที่ยวแค่เมืองเดียว รู้จักรถไฟความเร็วสูงจีนไว้ เที่ยวข้ามเมืองช่ำชองแน่นอน!
รถไฟความเร็วสูงจีน (HSR) ถือเป็นระบบขนส่งหลักที่นักท่องเที่ยวนิยมใช้เดินทางข้ามเมืองทั่วประเทศ โดยเฉพาะใครที่อยากเที่ยวหลายเมืองในทริปเดียว บอกเลยว่าระบบนี้ช่วยให้การเดินทางง่ายขึ้นเยอะมาก แต่สำหรับคนที่กำลังวางแผนเที่ยวจีนด้วยตัวเอง โดยเฉพาะทริปแรก คงมักจะมีคำถามและความกังวลคล้าย ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจองตั๋ว กลัวเลือกผิดสถานี ชื่อเมืองที่ดูคล้ายกัน หรือระบบภาษาจีนที่อ่านแล้วงง ๆ รวมถึงพอไปถึงสถานีจริง ก็อาจไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มจากตรงไหน เพราะขั้นตอนของรถไฟจีนจะต่างจากที่เราคุ้นเคยในหลายประเทศนิดหน่อย ทำให้หลายคนรู้สึกไม่มั่นใจก่อนเดินทาง
แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ ถ้าเข้าใจระบบรถไฟความเร็วสูงจีน หรือ High Speed Rail (HSR) แล้วล่ะก็จะช่วยให้การเดินทางในจีนง่ายขึ้นมากเลย โดยเฉพาะคนที่อยากเที่ยวหลายเมืองในทริปเดียว เช่น ปักกิ่ง–เซี่ยงไฮ้ เซี่ยงไฮ้–หางโจว หรือเฉิงตู–เมืองรอบ ๆ ที่ไปแบบเช้าเย็นกลับได้สบาย ด้วยระบบรถไฟของจีนครอบคลุมเมืองใหญ่จำนวนมาก และรถไฟกลุ่มความเร็วสูงวิ่งได้ราว 300–350 กม./ชม. เลย ทำให้การเที่ยวข้ามเมืองไม่ได้เหนื่อยเท่าที่คิดอีกด้วยนะ
ในบทความนี้ iPrice Thailand จะมาแชร์วิธีวางแผนเที่ยวด้วยรถไฟความเร็วสูงแบบละเอียดยิบ รับรองว่าอ่านจบแล้วกดจองตั๋วตามได้ทันทีแบบไม่ต้องง้อทัวร์เลยค่ะ
✨ พิเศษให้ผู้อ่าน รับเลย! โค้ดส่วนลด Klook x iPrice Exclusive สำหรับทุกผู้ใช้ ✨ มีจำนวนจำกัด!

🌟 สำหรับผู้ใช้ใหม่จองครั้งแรกผ่านแอป Klook ใช้เป็นส่วนลดการท่องเที่ยวต่างๆ ได้เลย จำนวนจำกัด!

รถไฟความเร็วสูงจีน (HSR) คืออะไร ทำไมถึงเป็นตัวเลือกหลักในการเที่ยวจีน

เครดิตภาพ: By N509FZ – Own work, CC BY-SA 4.0,
สำหรับการเที่ยวเมืองจีนที่พื้นที่กว้างขวางขนาดนี้ การเดินทางข้ามเมืองด้วยรถไฟความเร็วสูงคือตอบโจทย์ที่สุด เพราะทั้งเร็ว ตรงเวลา และสะอาด แถมวิ่งด้วยความเร็ว 200–350 กม./ชม. เชื่อมต่อกว่า 550 เมืองทั่วประเทศ อีกทั้งสถานีส่วนใหญ่อยู่ใจกลางเมือง เชื่อมต่อกับรถไฟใต้ดินได้เลย ประหยัดเวลาไป-กลับสนามบินได้เยอะมากค่ะ
ถ้านึกภาพไม่ออก ลองเทียบง่าย ๆ กับ Shinkansen ของญี่ปุ่นเลยค่ะ แต่ของจีนเครือข่ายจะครอบคลุมกว้างกว่า และมีตัวเลือกเส้นทางให้เยอะมาก เหมาะกับสายเที่ยวหลายเมืองสุด ๆ
แผนที่รถไฟความเร็วสูงจีน 2026 ครอบคลุมแค่ไหน


เครดิตที่มา: Wikipedia
ถ้ายังนึกภาพไม่ออกว่ารถไฟความเร็วสูงจีนครอบคลุมขนาดไหน แค่ดูจากแผนที่ก็จะเห็นเลยค่ะว่าเครือข่ายระบบรถไฟบ้านเขา “แน่น” จริง ๆ
ปัจจุบันรถไฟความเร็วสูงจีนเชื่อมต่อเมืองหลักแทบทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเส้นยอดฮิตอย่าง ปักกิ่ง–เซี่ยงไฮ้, กวางโจว–เซินเจิ้น–ฮ่องกง หรือเส้นท่องเที่ยวอย่าง ซีอาน–เฉิงตู–ฉงชิ่ง ทำให้เราสามารถวางแผนเที่ยวข้ามเมืองได้แบบสบาย ๆ ภายในไม่กี่ชั่วโมง
จุดเด่นคือเส้นทางหลักจะกระจายเป็นโครงข่ายคล้ายใยแมงมุม เชื่อมเมืองใหญ่เข้าหากัน แล้วแตกแขนงไปยังเมืองรองอีกที ทำให้ไม่ว่าจะเริ่มจากเมืองไหน ก็สามารถต่อรถไฟไปเมืองอื่นได้ค่อนข้างง่ายเลยค่ะ
สำหรับทริปหลายเมือง แนะนำให้ดูแผนที่ควบคู่ไปกับการวางแพลน เช่น เลือก เมืองจุดศูนย์กลางอย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หรือกวางโจว เป็นจุดตั้งต้น แล้วค่อยไล่เส้นทางไปเมืองใกล้ ๆ จะช่วยประหยัดเวลาและค่าตั๋วได้มากเลยค่ะ
เส้นทางรถไฟจีน มีแบบไหนบ้าง เลือกยังไงให้เหมาะกับทริป
จริง ๆ แล้วรถไฟความเร็วสูงจีนไม่ได้มีแค่เส้นทางระหว่างเมืองใหญ่เท่านั้นนะคะ แต่ครอบคลุมการเดินทางหลายรูปแบบมาก ทำให้เราวางแผนทริปได้ยืดหยุ่นสุด ๆ
- เมืองใหญ่ ↔ เมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง–เซี่ยงไฮ้ หรือ กวางโจว–เซินเจิ้น เป็นเส้นทางหลักที่สะดวกและมีเที่ยวรถถี่
- เมืองใหญ่ ↔ เมืองเล็ก / เมืองท่องเที่ยว เหมาะสำหรับการไปเที่ยวเมืองรอบ ๆ หรือจัด Day Trip
- สนามบิน ↔ ใจกลางเมือง บางเมืองสามารถนั่งรถไฟเข้าเมืองได้เลย ประหยัดเวลามาก
- เส้นทางท่องเที่ยว เช่น ไปกำแพงเมืองจีน ภูเขาหัวซาน หรือจิ่วไจ้โกว ซึ่งวิวระหว่างทางสวยมาก
ถ้าเรามองภาพรวมใหญ่ เราจะจับใจความได้ว่ารถไฟจีนไม่ได้เป็นแค่ระบบขนส่ง แต่เป็นตัวช่วยวางทริปให้เราเที่ยวได้หลากหลายมากขึ้นค่ะ
ประเภทรถไฟความเร็วสูงจีน (G, D, C) ต่างกันยังไง

เครดิตภาพ: Zhang Wei/chinadaily.com.cn
ก่อนจะจองตั๋ว เราต้องรู้ก่อนว่ารถไฟจีนมีหลายประเภท ซึ่งแบ่งตามรหัสตัวอักษรและความเร็ว ดังนี้ค่ะ
- G-Series (Gaotie): เร็วที่สุด (300–350 กม./ชม.) ทันสมัยที่สุด มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ เช่น ปลั๊กไฟ Wi-Fi และห้องน้ำที่สะอาดมาก เหมาะสำหรับเดินทางข้ามมณฑลไกลๆ
- D-Series (Dongche): ความเร็วรองลงมา (200–250 กม./ชม.) ราคาย่อมเยากว่า และบางขบวนมี ตู้นอน (Sleeper) สำหรับใครที่อยากนอนยาวๆ ข้ามเมืองเพื่อประหยัดค่าโรงแรมไปในตัว
- C-Series (Chengji): สำหรับวิ่งระยะสั้นระหว่างเมืองใกล้ๆ ออกบ่อยเหมือนรถไฟฟ้า เหมาะกับสายเที่ยวแบบวันเดย์ทริป โดยในเส้นทางหลักรถไฟจะมาทุกประมาณ 5–15 นาที ทำให้เดินทางได้สะดวกแทบไม่ต้องรอนาน ขณะที่เส้นทางรองอาจอยู่ที่ราว 20–60 นาทีต่อขบวน
ที่นั่งรถไฟความเร็วสูงจีน เลือกแบบไหนดี (ชั้น 1 vs ชั้น 2)
ในการเลือกที่นั่งบนรถไฟความเร็วสูง (HSR) ของจีนนั้น มีตัวเลือกที่หลากหลายตามงบประมาณและความต้องการความสบายของคุณค่ะ โดยทั่วไปขบวนรถไฟ G, D และ C จะมีชั้นที่นั่งหลักๆ ดังนี้
1. ที่นั่งชั้นธุรกิจ (Business Class – 商务座)
ถือเป็นระดับที่ หรูหราที่สุด และมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุด
- ลักษณะที่นั่ง: เป็นเบาะที่สามารถปรับเอนนอนราบได้ 180 องศา (Eggshell pods) ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า
- การจัดวาง: มักจัดแบบ 1+1 หรือ 2+1 เพื่อให้มีพื้นที่กว้างขวาง
- สิทธิพิเศษ: ผู้โดยสารชั้นนี้สามารถใช้ ห้องรับรอง VIP (VIP Lounge) ที่สถานีได้ และจะได้รับสิทธิ์ขึ้นเครื่องก่อนใคร
- บริการบนรถ: มีอาหารร้อนฟรี ของว่างระดับพรีเมียม เครื่องดื่มไม่อั้น รวมถึงรองเท้าแตะ ผ้าห่ม และในบางขบวนอาจมีจอส่วนตัวให้ด้วยค่ะ

เครดิตภาพ: Klook
2. ที่นั่งชั้นหนึ่ง (First Class – 一等座)
ตัวเลือกที่เน้นความสบายในราคาที่ขยับลงมาจากชั้นธุรกิจ
- ลักษณะที่นั่ง: เบาะกว้างกว่าชั้นสอง มีพื้นที่วางขามากขึ้น พนักพิงศีรษะปรับระดับได้ และเอนได้ลึกกว่า
- การจัดวาง: จัดที่นั่งแบบ 2+2
- บริการ: โดยปกติจะมีชุดของว่างและเครื่องดื่มให้บริการฟรี และเป็นโซนที่ค่อนข้างเงียบสงบกว่าชั้นสองค่ะ

เครดิตภาพ: Klook
3. ที่นั่งชั้นสอง (Second Class – 二等座)
เป็นประเภทที่นั่งที่ ได้รับความนิยมสูงสุดและคุ้มที่สุด
- ลักษณะที่นั่ง: เป็นเบาะปรับเอนมาตรฐาน มีโต๊ะพับด้านหลังเบาะหน้า และมีปลั๊กไฟหรือพอร์ต USB ให้ทุกที่นั่ง
- การจัดวาง: จัดที่นั่งแบบ 3+2 ซึ่งอาจจะดูหนาแน่นกว่าชั้นอื่นเล็กน้อยแต่ยังคงความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางไกล

เครดิตภาพ: Baolao
4. ประเภทตู้นอน (Sleepers)
เหมาะสำหรับการเดินทางระยะไกลที่ใช้เวลามากกว่า 6–8 ชั่วโมง มีเฉพาะบางขบวน (ส่วนใหญ่ D train)
- ตู้นอนชั้น 1 (Soft Sleeper): เป็นห้องส่วนตัวแบบปิด มีประตูล็อกได้ ภายในมี 2 เตียง (บน–ล่าง) ให้ความเป็นส่วนตัวมากกว่าชั้น 2 สิ่งอำนวยความสะดวกจะใกล้เคียงกับตู้นอนชั้น 1 ทั่วไป เช่น ปรับอุณหภูมิ แสงไฟ และเสียงประกาศภายในห้องได้ รวมถึงมีปุ่มเรียกเจ้าหน้าที่ในกรณีฉุกเฉิน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและความสะดวกสบายมากขึ้นค่ะ

เครดิตภาพ: Travel China Guide
- ตู้นอนชั้น 2 (Hard Sleeper: : 二等卧 er deng wo) เป็นตู้นอนแบบเปิดโล่ง ไม่มีประตู แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งละ 3 เตียง (บน กลาง ล่าง) รวมทั้งหมด 6 เตียงต่อหนึ่งส่วน พื้นที่จะเป็นแบบกึ่งส่วนตัว (semi-private) เหมาะกับคนที่ต้องการประหยัดงบ โดยในแต่ละเตียงจะมีไฟอ่านหนังสือและช่องชาร์จให้ใช้งาน ส่วนบริเวณทางเดินด้านนอกจะมีโต๊ะเล็กและที่นั่งสำหรับนั่งพักหรือวางของได้ค่ะ

เครดิตภาพ: Travel China Guide
- ตู้นอนนุ่มสองชั้น (Double-decker Soft Sleeper: 动卧 dong wo) มีให้บริการในรถไฟสาย D เตียงนอนมีขนาดประมาณ 195 x 75 ซม. พร้อมม่านกั้นเพิ่มความเป็นส่วนตัว และมีหน้าต่างส่วนตัวทุกเตียง ภายในมีชั้นวางของ โต๊ะเล็ก และปลั๊กไฟสำหรับชาร์จอุปกรณ์
- กระเป๋าใบใหญ่สามารถเก็บไว้ใต้เตียงล่างได้ เหมาะสำหรับคนที่เดินทางคนเดียวค่ะ

เครดิตภาพ: Travel China Guide
การเลือกตำแหน่งที่นั่งที่ใช่สำหรับคุณ
คุณสามารถสังเกตตำแหน่งที่นั่งได้จากตัวอักษรบนตั๋ว
- ที่นั่งริมหน้าต่าง: คือตำแหน่งตัวอักษร A และ F เหมาะสำหรับสายถ่ายรูปและชมวิว
- ที่นั่งริมทางเดิน: คือตำแหน่งตัวอักษร C และ D เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกในการลุกไปมา
รถไฟความเร็วสูงจีน vs เครื่องบิน แบบไหนดีกว่า
อีกคำถามที่หลายคนมักสงสัยเวลาแพลนทริปจีนก็คือ ระหว่าง “รถไฟความเร็วสูง” กับ “เครื่องบิน” แบบไหนดีกว่ากัน
ถ้าเป็นเส้นทางยอดนิยมอย่าง เซี่ยงไฮ้–ปักกิ่ง รถไฟใช้เวลาประมาณ 4.5–6 ชั่วโมง และออกจากสถานีในตัวเมือง ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปสนามบินหรือเช็กอินล่วงหน้านาน ๆ ในแง่ของราคา ตั๋วรถไฟชั้นสองจะอยู่ประมาณ 1,000–1,500 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและขบวน ส่วนเครื่องบินราคาจะขึ้นอยู่กับโปรและช่วงที่จอง
สำหรับคนไทย ส่วนใหญ่จะนิยมใช้รถไฟความเร็วสูงเป็นหลัก โดยเฉพาะเส้นทางยอดฮิตอย่าง
- เซี่ยงไฮ้–หางโจว–ซูโจว
- กวางโจว–เซินเจิ้น
- ปักกิ่ง–เทียนจิน
เพราะเดินทางง่าย ไม่ต้องเปลี่ยนสนามบิน และจัดทริปได้ยืดหยุ่น
ส่วนเครื่องบินจะเหมาะกับเส้นทางไกล เช่น
- เซี่ยงไฮ้–คุนหมิง
- ปักกิ่ง–เฉิงตู
- เส้นทางไปโซนตะวันตกของจีน
ซึ่งใช้เวลารถไฟค่อนข้างนาน การบินจะช่วยประหยัดเวลาได้มากกว่า
วิธีจองตั๋วรถไฟความเร็วสูงจีน (ผ่านเว็บ 12306 vs Klook แบบไหนดีกว่า)
1. จองผ่านเว็บ/แอปพลิเคชั่น 12306.cn
การจองผ่านเว็บไซต์หรือแอป 12306.cn ของการรถไฟจีนโดยตรง มีทั้งข้อดีที่คุ้มค่าและความยุ่งยากที่ต้องเตรียมใจ
ข้อดีคือ
- ได้ราคาถูกที่สุด: ได้ราคาต้นทาง ไม่เสียค่าธรรมเนียมการจอง
- จองล่วงหน้าได้: วางแผนการเดินทางได้สูงสุด 15 วัน
ข้อควรระวัง
- ต้องมีเบอร์จีน: ขั้นตอนลงทะเบียนส่วนใหญ่ต้องใช้เบอร์โทรศัพท์จีนเพื่อรับรหัสยืนยัน (SMS)
- ภาษาเป็นอุปสรรค: แม้จะมีเมนูภาษาอังกฤษ แต่ระบบภาษาจีนจะเสถียรที่สุด ซึ่งเสี่ยงต่อการเลือกชื่อสถานีผิดเพราะสะกดคล้ายกัน แต่ถ้าใครถนัดภาษาจีนก็จัดไปค่ะ
- นโยบายชื่อจริง: ต้องกรอกข้อมูลพาสปอร์ตให้ถูกต้องแม่นยำตามนโยบาย Real-name Policy
- การชำระเงิน: ต้องจ่ายเงินทันทีเพื่อล็อคที่นั่ง แต่บัตรเครดิตไทยบางใบอาจจะยังไม่รองรับในระบบนี้
ถ้าคุณเน้นประหยัดและพร้อมลุยกับระบบภาษาจีน การจองผ่าน 12306.cn โดยตรงคือคำตอบค่ะ แต่ถ้าไม่อยากวุ่นวายเรื่องการสมัครสมาชิกหรือกังวลเรื่องการสื่อสาร การจองผ่านเอเจนซี่หรือเว็บท่องเที่ยว อย่าง Klook จะสะดวกและอุ่นใจกว่ามากค่ะ
2. จองผ่าน Klook
การจองตั๋วรถไฟในจีนปัจจุบันเป็นระบบ Real-name Policy คือต้องใช้ข้อมูลในหนังสือเดินทาง (Passport) เท่านั้นค่ะ แม้จะมีเว็บไซต์ทางการอย่าง 12306.cn แต่สำหรับนักท่องเที่ยวไทย เราแนะนำให้จองผ่าน Klook เพราะสะดวกกว่าในหลาย ๆ ด้านเลย
- ภาษาไทยและจ่ายเงินง่าย: Klook รองรับภาษาไทยและอังกฤษ ทำให้เราเช็กเที่ยวรถและราคาได้เข้าใจง่าย และจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตไทย, PayPal หรือช่องทางที่เราคุ้นเคยได้ทันที
- ยืนยันผลรวดเร็ว: หากจองภายใน 15 วันก่อนเดินทาง ระบบจะยืนยันผลให้ภายในไม่กี่นาทีค่ะ (ถ้าจองล่วงหน้านานกว่า 15 วัน ระบบจะรับคำสั่งซื้อไว้แล้วกดจองให้ทันทีที่ตั๋วเปิดขาย)
- ไม่ต้องแลกตั๋วใบจริง: นี่คือจุดที่สะดวกที่สุด เมื่อจองผ่าน Klook และได้รับการยืนยันแล้ว ข้อมูลจะผูกกับ Passport ของเราทันที เวลาถึงสถานีเราแค่ยื่น Passport ตัวจริง ให้เจ้าหน้าที่สแกน หรือเข้าช่อง Manual ก็เดินเข้าเกทไปขึ้นรถไฟได้เลย ไม่ต้องไปต่อคิวรับตั๋วให้เสียเวลาค่ะ
- บริการหลังการขาย: Klook มีระบบแจ้งเตือนหากรถไฟล่าช้า และมีฝ่ายบริการลูกค้าที่ช่วยประสานงานได้ง่ายกว่าการติดต่อเว็บจีนโดยตรงค่ะ
ถ้าใครอยากลองเช็กเส้นทางจริงก่อนตัดสินใจ สามารถดูตารางรถไฟ ราคา และรอบเวลาได้ล่วงหน้าจากลิงก์นี้เลย
ข้อดีคือจะเห็นตัวเลือกทั้งหมดในหน้าเดียว ทั้งเวลาออก–ถึง ราคา และประเภทที่นั่ง ทำให้วางแผนทริปได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นกับชื่อสถานีหรือระบบรถไฟจีน
แนะนำให้ลองเปิดดูไว้เป็นเรฟก่อนจองจริง จะช่วยให้จัดทริปได้ลงตัวมากขึ้นค่ะ
วิธีดูชื่อสถานีรถไฟจีน (มือใหม่ห้ามพลาด)
อีกหนึ่งจุดที่หลายคนพลาดกันบ่อยเวลาเดินทางในจีน คือ “เลือกสถานีผิด” เพราะในเมืองใหญ่ ๆ มักจะมีสถานีรถไฟหลายแห่ง ไม่ได้มีแค่สถานีเดียวเหมือนที่เราคุ้นๆ กัน อย่างเมืองหลัก เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หรือกวางโจว จะมีสถานีอยู่หลายจุด กระจายตามโซนต่าง ๆ ของเมือง ทำให้เวลาจองตั๋วหรือดูเส้นทาง ต้องเช็กชื่อสถานีให้ดีทุกครั้ง
โดยส่วนใหญ่แล้ว ชื่อสถานีในจีนจะใช้รูปแบบ ชื่อเมือง + ทิศทาง ซึ่งเป็นตัวช่วยให้เราแยกออกว่าสถานีนั้นอยู่โซนไหนของเมือง
คำศัพท์ที่ควรรู้
- Bei (北) = ทิศเหนือ
- Nan (南) = ทิศใต้
- Xi (西) = ทิศตะวันตก
- Dong (东) = ทิศตะวันออก
ตัวอย่างเช่น
- ปักกิ่งเป่ย (Beijing Bei) = สถานีปักกิ่งเหนือ
- เซี่ยงไฮ้นาน (Shanghai Nan) = สถานีเซี่ยงไฮ้ใต้
- หางโจวตง (Hangzhou Dong) = สถานีหางโจวตะวันออก
📌 จุดที่ต้องระวัง
ชื่อสถานีที่ดูคล้ายกัน อาจอยู่คนละที่กันเลย เช่น “สถานีรถไฟเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Railway Station)”
กับ “สถานีเซี่ยงไฮ้หงเฉียว (Shanghai Hongqiao)”
ซึ่งอยู่คนละโซนของเมือง และใช้เวลาเดินทางต่างกันมาก ดังนั้นก่อนจองตั๋วหรือเดินทาง แนะนำให้ตรวจสอบชื่อสถานีปลายทางให้ตรงกับแพลนเสมอ จะช่วยลดความสับสนและไม่พลาดขบวนค่ะ
ขั้นตอนขึ้นรถไฟความเร็วสูงจีน สำหรับมือใหม่
สำหรับใครที่ยังไม่เคยนั่งรถไฟจีนมาก่อน ขั้นตอนในสถานีอาจดูซับซ้อนเล็กน้อย แต่จริง ๆ แล้วไม่ยากอย่างที่คิด ถ้าเข้าใจลำดับคร่าว ๆ ดังนี้
- เมื่อเข้าสถานี จะต้องผ่านจุดสแกนกระเป๋าก่อน จากนั้นให้ดูเลขขบวนและ Gate จากจอใหญ่
- พอถึงเวลา Boarding ผู้ถือพาสปอร์ตจะต้องเข้าช่อง Manual เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสาร
- หลังจากนั้นก็เดินเข้าไปขึ้นรถตามโบกี้และเลขที่นั่งได้เลย
- แนะนำให้มาถึงก่อนเวลา 30–45 นาที จะได้ไม่รีบเกินไปค่ะ
เส้นทางรถไฟความเร็วสูงจีน ยอดนิยม (พร้อมจุดเช็กอิน)
สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวจีน การนั่งรถไฟความเร็วสูงถือเป็นไฮไลท์ที่ห้ามพลาดเลยค่ะ เพราะให้ฟีลลิ่งสะดวกสบายและตรงเวลาเป๊ะเหมือนนั่งชินคันเซ็นที่ญี่ปุ่นเลยทีเดียว นอกจากจะประหยัดเวลาและราคาเป็นมิตรแล้ว ระบบรางของจีนยังล้ำสมัยและเชื่อมต่อเมืองใหญ่ทั่วประเทศเข้าด้วยกันอย่างทั่วถึง ช่วยให้คุณวาร์ปข้ามมณฑลได้ง่ายๆ เพียงไม่กี่ชั่วโมงค่ะ
ลองมาดูกันค่ะว่า หลังจากที่เราบินจากไทยไปลงเมืองหลักยอดนิยมแล้ว เราจะสามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงออกไปสำรวจเมืองไหนต่อได้บ้าง เพื่อให้ทริปจีนครั้งนี้ของคุณครบรสและคุ้มค่าที่สุด!
1. เส้นทางยอดนิยม ปักกิ่ง ↔ เซี่ยงไฮ้
เป็นเส้นทางประวัติศาสตร์มาบรรจบกับโลกอนาคต เชื่อมเมืองหลวงและเมืองเศรษฐกิจที่ทันสมัยที่สุดเข้าด้วยกัน
- การเดินทาง: ใช้เวลาเพียง 4.5–6 ชม.
- จุดเช็กอินห้ามพลาด:
- ปักกิ่ง: ย้อนรอยประวัติศาสตร์ที่ พระราชวังต้องห้าม (Forbidden City) และพิชิต กำแพงเมืองจีน
- เซี่ยงไฮ้: ถ่ายรูปสุดชิคที่ หาดไว่ทาน (The Bund) และชมความล้ำที่ หอไข่มุก
- ราคาจองผ่าน Klook: เริ่มต้นประมาณ 1,155 บาท
2. เส้นทางสายสโลว์ไลฟ์ เซี่ยงไฮ้ ↔ หางโจว
หากใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากตึกระฟ้า มาสัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิมแบบจีนๆ ที่สวยงามจนได้รับฉายาว่า “สวรรค์บนดิน” แนะนำที่หางโจวเลยค่ะ
- การเดินทาง: ใช้เวลาเพียง 45 นาที – 1 ชม. (เหมาะกับ Day Trip มากๆ)
- จุดเช็กอินห้ามพลาด:
- หางโจว: ล่องเรือในทะเลสาบซีหู (West Lake) ชมความงามของเจดีย์เหลยเฟิง และไปเดินเล่นสูดอากาศที่ หมู่บ้านชาหลงจิง
- ราคาจองผ่าน Klook: เริ่มต้นเพียง 314 บาท
3. เส้นทางสายตํานานและธรรมชาติ ซีอาน ↔ เฉิงตู
รูทนี้คือสวรรค์ของคนรักประวัติศาสตร์และสายรักสัตว์ที่อยากเจอน้องแพนด้า
- การเดินทาง: ใช้เวลาประมาณ 3–4.5 ชม.
- จุดเช็กอินห้ามพลาด:
- ซีอาน: ตื่นตากับความยิ่งใหญ่ของ กองทัพทหารดินเผา (Terracotta Army) และเดินหาของกินที่ถนนคนเดินมุสลิม
- เฉิงตู: ไปทักทายน้องๆ ที่ ศูนย์วิจัยและเพาะพันธุ์แพนด้ายักษ์ และดูโชว์เปลี่ยนหน้ากากอันเลื่องชื่อ
- ราคา: ตรวจสอบราคาอัปเดตได้บนแอปพลิเคชัน
4. เส้นทางสายช้อปและชิม: เซินเจิ้น ↔ กวางโจว
เส้นทางสั้นๆ ที่ตอบโจทย์คนไทยที่สุด เพราะมีทั้งแหล่งช้อปปิ้งราคาถูกและอาหารกวางตุ้งรสเลิศ
- การเดินทาง: รวดเร็วทันใจเพียง 30–40 นาที
- จุดเช็กอินห้ามพลาด:
- กวางโจว: ขึ้นไปชมวิวเมืองที่ แคนตันทาวเวอร์ (Canton Tower) และตะลอนกินติ่มซำต้นตำรับ
- เซินเจิ้น: เดินช้อปปิ้งสินค้าไอทีและแฟชั่นที่ ย่านตงเหมิน หรือเที่ยวสวนสนุก Window of the World
- ราคาจองผ่าน Klook: เริ่มต้นประมาณ 385 บาท
ถ้าใครสนใจเส้นทางไหน ลองเช็กรอบรถไฟและราคาล่าสุดของแต่ละเส้นทางได้จากลิงก์นี้เลย จะช่วยให้เห็นตัวเลือกเวลาเดินทางและวางแผนทริปได้ง่ายขึ้น
5. เส้นทางข้ามประเทศ กวางโจว ↔ ฮ่องกง
อีกหนึ่งเส้นทางยอดนิยมสำหรับคนที่อยากเที่ยว 2 เมืองในทริปเดียว สามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงจากจีนเข้าไปฮ่องกงได้เลยแบบไม่ต้องต่อเครื่องบิน
การเดินทาง: ใช้เวลาประมาณ 45 นาที – 1 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับขบวน) ปลายทางจะไปถึงสถานี Hong Kong West Kowloon ซึ่งอยู่ใกล้ตัวเมือง และสามารถต่อรถไฟใต้ดิน (MTR) เข้าเมืองได้ทันที
จุดเด่นของเส้นทางนี้
- เดินทางเร็ว ไม่ต้องบิน
- เชื่อมจีนแผ่นดินใหญ่กับฮ่องกงได้สะดวก
- เหมาะกับคนที่วางแผนเที่ยวหลายประเทศในทริปเดียว
ราคาจองผ่าน Klook: เริ่มต้นประมาณ 1,000 บาท
เคล็ดลับการนั่งรถไฟจีน HSR
- พก Passport ติดตัวตลอดเวลา เพราะมันคือ “ตั๋วเสมือนจริง” ของเราที่ใช้ตั้งแต่เข้าสถานีจนถึงออกจากสถานีปลายทางเลยค่ะ
- มาถึงสถานีก่อนเวลา แนะนำให้มาถึงล่วงหน้าอย่างน้อย 45–60 นาที นะคะ เพราะสถานีรถไฟจีนใหญ่มาก และต้องผ่านจุดตรวจความปลอดภัย (Security Check) สแกนกระเป๋าเหมือนที่สนามบินเลยค่ะ
- ข้อจำกัดสัมภาระ ผู้ใหญ่ถือกระเป๋าได้หนักไม่เกิน 20 กก. และขนาดรวม (กว้าง+ยาว+สูง) ไม่เกิน 130 ซม. ค่ะ แนะนำให้ใช้กระเป๋าขนาดไม่เกิน 28 นิ้วจะยกวางบนชั้นเหนือศีรษะได้ง่ายกว่านะคะ
- สิ่งอำนวยความสะดวกบนรถ รถไฟจีนมี ตู้น้ำร้อนฟรี ให้บริการทุกตู้โดยสารค่ะ อย่าลืมพกแก้วเก็บความร้อนไปชงชาหรือกาแฟสวยๆ ระหว่างเดินทางนะคะ นอกจากนี้ทุกที่นั่งยังมีปลั๊กไฟหรือพอร์ต USB ให้ชาร์จแบตได้ตลอดทางได้ด้วย
- สังเกตไฟที่ที่นั่ง หากคุณจองแบบไม่ระบุที่นั่ง (Non-fixed seat) ให้ดูสัญญาณไฟเหนือเบาะนะคะ สีเขียว = ว่าง, สีเหลือง = สถานีหน้าจะมีคนมาลง, และ สีแดง = มีคนจองแล้ว
แนะนำให้เริ่มต้นเดินทางช่วงเช้าเพื่อให้มีเวลาเที่ยวปลายทางเต็มวัน และจองที่นั่งล่วงหน้า โดยเฉพาะช่วงวันหยุดหรือเทศกาล
ข้อห้ามในการนั่งรถไฟความเร็วสูงจีน ที่ต้องรู้ก่อนเดินทาง
ก่อนจะขึ้นรถไฟความเร็วสูงจีน มี “ข้อควรรู้/ข้อห้ามเล็ก ๆ” ที่ควรเช็กไว้ก่อนนะคะ
- ต้องใช้พาสปอร์ตตัวจริงในการขึ้นรถ (ไม่มีตั๋วกระดาษก็ได้ แต่ต้องมีพาสปอร์ต)
- ห้ามพกของมีคม สเปรย์ หรือของต้องห้ามบางประเภท คล้ายสนามบิน เพราะมีเครื่องสแกนก่อนเข้า
- ควรไปถึงสถานีก่อนเวลาอย่างน้อย 30–45 นาที เพราะสถานีใหญ่มาก และมีขั้นตอนตรวจหลายจุด
- ห้ามสูบบุหรี่บนรถไฟเด็ดขาด (มีระบบตรวจจับ ค่าปรับค่อนข้างสูง)
- อย่าขึ้นผิดขบวนหรือผิดโบกี้ เพราะตรวจเข้มและอาจโดนปรับได้
โค้ดส่วนลดรถไฟความเร็วสูงจีน (อัปเดตล่าสุด)
สำหรับใครที่วางแผนเที่ยวหลายเมือง การเช็กโค้ดส่วนลดก่อนจองก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยประหยัดงบได้อีกเยอะมาก เช็คโค้ดส่วนลดด้านล่างนี้เลย!
โค้ดส่วนลดรถไฟจีน Klook 🎫
- ลด 20 HKD สำหรับเส้นทางรถไฟจีน–ฮ่องกง
โค้ด: CNHSR20
ยอดขั้นต่ำ: ไม่มีขั้นต่ำ
ใช้งานได้ถึง: 30 เม.ย. 26 - ลด 10% สำหรับรถไฟจีนแผ่นดินใหญ่ (สูงสุด 5 USD)
โค้ด: SPRINGCNRAIL
ยอดขั้นต่ำ: ไม่มีขั้นต่ำ
ใช้งานได้ถึง: 2 พ.ค. 26
โค้ดส่วนลดบัตรเครดิตชั้นนำ 💳
- Krungsri Boarding Card ลด 20% (สูงสุด 500 บาท)
โค้ด: VISABAY20
ยอดขั้นต่ำ: 2,500 บาท
ใช้งานได้ถึง: 31 ธ.ค. 26 - บัตรเครดิต Visa ลด 15% (สูงสุด 550 บาท)
โค้ด: VISAKLK550
ยอดขั้นต่ำ: 3,500 บาท
ใช้งานได้ถึง: 31 พ.ค. 26 - SCB PLANET (ลูกค้าใหม่ Klook) ลด 7%
โค้ด: PLANET7OFF
ยอดขั้นต่ำ: ไม่มีขั้นต่ำ
ใช้งานได้ถึง: 30 มิ.ย. 26 - กรุงไทย (ลูกค้าใหม่ Klook) ลด 7%
โค้ด: KLOOKKTB7
ยอดขั้นต่ำ: ไม่มีขั้นต่ำ
ใช้งานได้ถึง: 30 มิ.ย. 26 - TrueMoney Wallet ลด 5%
โค้ด: TMNKLK5
ยอดขั้นต่ำ: ไม่มีขั้นต่ำ
ใช้งานได้ถึง: 30 มิ.ย. 26 - KTC UNIONPAY ลด 5%
โค้ด: KTCKLK5
ยอดขั้นต่ำ: ไม่มีขั้นต่ำ
ใช้งานได้ถึง: 30 มิ.ย. 26
ถ้าเริ่มมีเส้นทางในใจแล้ว ลองกดดูรอบรถไฟของแต่ละเมืองไว้คร่าว ๆ จะช่วยให้เห็นภาพทริปชัดขึ้น
การนั่งรถไฟความเร็วสูงในจีนปี 2026 เป็นอะไรที่เปิดโลกและสะดวกสบายสุดๆ ค่ะ ยิ่งเราวางแผนดีๆ และจองผ่านช่องทางที่ง่ายอย่าง Klook ก็จะช่วยลดความยุ่งยากเรื่องภาษาและการชำระเงินไปได้เยอะเลย ใครพร้อมแล้วเตรียมตัวจัดกระเป๋าแล้วไปตะลุยเมืองจีนด้วยกันนะคะ! 🚄✨
หากใครสนใจสำรวจดีลเที่ยวอื่นๆ จาก Klook สามารถเช็คได้ที่เว็บไซต์ iPrice ไทยแลนด์ ที่นี่เรารวบรวมโปรโมชั่น ส่วนลด คูปองเด็ดๆ จากร้านชั้นนำทั่วไทยมาไว้ในทีเดียว รับรองว่าช่วยให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าได้อีกเยอะมาก
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูงจีน
1. ตั๋วรถไฟความเร็วสูงจีน ราคาเท่าไหร่?
ราคาตั๋วจะขึ้นอยู่กับระยะทาง ประเภทขบวน และชั้นที่นั่ง โดยทั่วไป
- ชั้น 2 (Second Class): ประมาณ 1,000–1,500 บาท (เส้นทางยอดนิยม)
- ชั้น 1: ราคาสูงขึ้นประมาณ 30–50%
- Business Class: ราคาสูงกว่าหลายเท่า
เส้นทางสั้น ๆ เช่น เซี่ยงไฮ้–หางโจว อาจเริ่มไม่กี่ร้อยบาท ส่วนเส้นทางไกลจะราคาสูงขึ้นตามระยะทางค่ะ
2. รถไฟความเร็วสูงจีน วิ่งเร็วแค่ไหน?
รถไฟความเร็วสูงจีนวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 200–350 กม./ชม. โดยขบวนที่เร็วที่สุด (G-Series) สามารถทำความเร็วได้ราว 300–350 กม./ชม. ทำให้เดินทางระหว่างเมืองใหญ่ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
3. รถไฟความเร็วสูงจีน ชั้น 2 ดีไหม?
ชั้น 2 ถือว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุด และเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว ที่นั่งจัดแบบ 3+2 มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการเดินทางหลายชั่วโมง และมีปลั๊กไฟหรือพอร์ตชาร์จให้ใช้งาน
4. รถไฟความเร็วสูงจีน ชั้น 1 ต่างจากชั้น 2 ยังไง?
ชั้น 1 จะให้ความสะดวกสบายมากกว่าชั้น 2 โดยที่นั่งกว้างกว่า มีพื้นที่วางขามากขึ้น และจัดที่นั่งแบบ 2+2 ทำให้ไม่แออัด เหมาะสำหรับคนที่ต้องการนั่งสบายขึ้น โดยเฉพาะในเส้นทางที่ใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมง ราคาจะสูงกว่าชั้น 2 ประมาณ 30–50%
5. ที่นั่งรถไฟความเร็วสูงจีน เลือกยังไงดี?
ตำแหน่งที่นั่งจะมีตัวอักษรกำกับ โดย
A และ F เป็นที่นั่งริมหน้าต่าง เหมาะสำหรับชมวิว
C และ D เป็นที่นั่งริมทางเดิน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลุกเดินสะดวก
หากเดินทางไกล แนะนำที่นั่งริมทางเดิน แต่ถ้าอยากชมวิวระหว่างทาง เลือกริมหน้าต่างจะตอบโจทย์กว่า
6. จองตั๋วรถไฟความเร็วสูงจีนล่วงหน้าได้กี่วัน?
โดยทั่วไปสามารถจองล่วงหน้าได้ประมาณ 15 วันก่อนวันเดินทางผ่านระบบทางการ 12306
ส่วนแพลตฟอร์มตัวกลางบางแห่งสามารถจองล่วงหน้าได้มากกว่า โดยระบบจะช่วยกดจองให้ทันทีเมื่อเปิดขาย
7. รถไฟความเร็วสูงจีน มีข้อห้ามอะไรบ้าง?
ผู้โดยสารต้องใช้พาสปอร์ตตัวจริงในการขึ้นรถ และต้องผ่านจุดตรวจสัมภาระก่อนเข้าสถานี
ห้ามนำของมีคมหรือวัตถุอันตรายขึ้นรถ และห้ามสูบบุหรี่บนรถไฟโดยเด็ดขาด
นอกจากนี้ควรขึ้นให้ตรงขบวนและที่นั่งที่จองไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการเดินทาง
8. จองตั๋วรถไฟจีนผ่าน 12306 ดีไหม?
12306 เป็นเว็บไซต์ทางการของการรถไฟจีน ข้อดีคือได้ราคาตรงและมีตัวเลือกครบ
แต่ระบบอาจใช้งานยากสำหรับมือใหม่ โดยเฉพาะเรื่องภาษาและขั้นตอนการสมัครใช้งาน
9. ซื้อตั๋วรถไฟความเร็วสูงจีนที่สถานีได้ไหม?
สามารถซื้อที่สถานีได้ แต่ไม่แนะนำในช่วงที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เพราะตั๋วอาจเต็ม โดยเฉพาะเส้นทางยอดนิยม
หากต้องการความสะดวกและมั่นใจ แนะนำให้จองล่วงหน้าจะช่วยให้วางแผนการเดินทางได้ง่ายกว่า
10. เอากระเป๋าขึ้นรถไฟความเร็วสูงจีนได้แค่ไหน?
โดยทั่วไป ผู้โดยสารสามารถนำสัมภาระขึ้นรถไฟได้ โดย
- ผู้ใหญ่: ไม่เกิน 20 กก.
- เด็ก: ไม่เกิน 10 กก.
- ขนาดรวม (กว้าง+ยาว+สูง): ไม่เกิน 130 ซม.
กระเป๋าสามารถวางไว้บนชั้นเหนือศีรษะ หรือบริเวณท้ายโบกี้ได้ แนะนำให้ใช้กระเป๋าขนาดประมาณ 24–28 นิ้ว จะจัดเก็บได้สะดวกที่สุด
