สินค้า YI

543 สินค้า

สำหรับผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพแล้วละก็ สินค้าจาก YI เปรียบเหมือนสวรรค์ของคุณเลยก็ว่าได้ แถมเรายังรวบรวมเกร็ดความรู้และเทคนิคการซื้อเด็ด ๆ มาให้คุณอีกเพียบ อ่านข้อมูลเพิ่มเติม ที่นี่

_
×
เรากำลังเตรียมฟีเจอร์นี้ให้คุณพร้อมใช้งาน อดใจรออีกนิด!

iPrice ประเทศไทย – แหล่งรวบรวมสินค้าจาก YI มากมายที่คุณไม่ควรมองข้าม

รวมข้อสงสัยเกี่ยวกับความละเอียดขนาด 4K

ทุกวันนี้การนับค่าความละเอียดทั้งกล้องถ่ายรูปและรูปภาพ รวมไปถึงหน้าจอบนไอทีมีให้คุณเลือกจดจำเยอะแยะไปหมด บางครั้งรู้แต่ว่าความละเอียดแบบนี้ใหม่สุด และมีคุณภาพสูงสุด แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าละเอียดอย่างไรและทำอะไรได้บ้าง สำหรับความละเอียดระดับ 4K ก็เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่หลายคนยังหาคำตอบไม่ได้ เราจึงรวบรวมทุกข้อสงสัยและข้อมูลของความละเอียดนี้มาให้คุณได้ลองพิจารณากันดังนี้

ความหมาย
4K หรือที่เรารู้จักกันในมาตรฐานความละเอียดแบบ Ultra-High Definition เป็นระดับความละเอียดแบบใหม่ของจอภาพและคอนเทนต์ที่กำลังได้รับความนิยม ตัว K ย่อมาจาก Kilo ที่เท่ากับ 1000 ดังนั้น 4K จึงหมายถึง 4000 Kilo นั่นเอง หากเป็นความละเอียดของ 4K สำหรับจอทีวีจะเป็นแบบ Widescreen เทียบเท่าได้กับ 4096x2304 พิกเซล ผลรวมที่ได้จะประมาณ 8.29 ล้านพิกเซล เมื่อมาถึงตรงนี้ทุกคนคงมีคำถามแล้วว่ามันคือ 4096 ทำไมถึงบอกเป็น 4000 คำตอบคือ ตามหลักของการนับความคมชัดแล้ว ค่าที่อยู่ระหว่าง 4000-4500 สามารถปรับเป็น 4000 ได้ เพราะคงจะตลกน่าดูหากจะเปลี่ยนเป็นชื่อ 4096K คุณว่าจริงไหม หรือก็คือการใช้หลักการแบบเดียวกับอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่เรียกเป็นเลขตัวเดียวเช่น 1GB เป็นต้น ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วคือหน่วยความจำ 1024MB ต่างหาก อย่างไรก็ตามความละเอียดทีวีแบบ Full HD ที่ส่วนใหญ่แบรนด์ชั้นนำมากมายเลือกใส่มาให้เป็นจุดเด่น แต่กับมีความละเอียดเพียง 1920x1080 พิกเซล และมีผลรวมออกมาเพียง 2.07 ล้านพิกเซล เท่านั้น ที่นี้พอมีผู้นำความละเอียดระดับ 4K ใส่เข้าไปในทีวีและเริ่มวางจำหน่าย จึงเป็นเหตุให้ได้รับความนิยมกันอย่างรวดเร็ว เพราะในความเป็นจริงความละเอียดระดับนี้จะถูกใส่ให้เป็นสเปกเด็ดของหน้าจอในโรงภาพยนตร์ เชื่อเถอะว่าคุณคงคาดเดาความชัดระดับนี้ไม่ได้แน่เมื่อมันมาอยู่ในหน้าจอทีวีที่คุณคุ้นเคย จนกว่าคุณจะได้เห็นด้วยตาจริง ๆ นั่นแหละ
ประโยชน์ของความละเอียด
หากอธิบายเป็นเชิงคุณภาพคงกล่าวได้ว่า ยิ่งมีเม็ดพิกเซลเยอะเท่าไหร่ก็จะส่งผลให้ขนาดของเม็ดพิกเซลมีขนาดเล็กและเรียงตัวได้ถี่ขึ้นเท่านั้น รอยหยักของภาพหรือช่องไฟก็จะยิ่งเล็กและน้อยลง ส่งผลให้ภาพที่ได้ชัดและเรียบเนียนมากขึ้นนั่นเอง ดังนั้นความละเอียดของ 4K ที่เท่ากับ3840x2160 พิกเซล จึงเปรียบเป็นความคมชัดเสมือนจริงในขณะนี้เลยก็ว่าได้
ความละเอียดภาพจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
ตั้งแต่มีการวัดความละเอียดภาพที่ได้กันอย่างจริงจังพบว่า ตั้งสมัยก่อนจนถึงปัจจุบันมีขนาดภาพที่นิยมนำมาใส่ในทีวีถึง 5 ขนาดด้วยกัน ได้แก่ DV คือความละเอียด 720x576 พิกเซล, 720p คือความละเอียด 1280x720 พิกเซล, 1080p คือความละเอียด 1920x1080 พิกเซล, 2K คือความละเอียด 2048x1152 พิกเซล และปัจจุบัน 4K คือความละเอียด 4096x2304 พิกเซล นั่นเอง

    อย่างไรก็ตาม ก่อนเลือกซื้อทีวีสักเครื่องนอกจากความละเอียดที่คุณต้องคำนึงแล้ว ยังต้องพิจารณาประเภทของหน้าจอด้วยว่าเป็นแบบใด ปัจจุบันมีประเภทที่ได้รับความนิยมอยู่ 2 ประเภท คือ แบบ LCD และ LED มีข้อแตกต่างกันดังนี้ LCD ย่อมาจาก Liquid Crystal Display ใช้ในการแสดงผลแบบดิจิตอล ใช้วัตถุคล้าย ๆ ของเหลวแทนการใช้หลอดภาพ สำหรับความสว่างจะเลือกใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์แทน กระบวนการฉายภาพเกิดจากการฉายแสงของ Back Light ผ่านชั้นกรองแสงที่กำหนด จากนั้นส่งผ่านไปยังคริสตัลที่เป็นของเหลว 3 ส่วนด้วยกัน คือ สีแดง, สีเขียว และสีน้ำเงินตามลำดับ รูปแบบภาพและแสงที่ได้จะสามารถวัดค่าได้เป็นพิกเซล ซึ่งจะให้ประสิทธิภาพที่กว้างและคมชัดมาก สำหรับหน้าจอ LED ย่อมาจาก Light Emitting Diode ใช้ระบบฉายภาพด้วยหลอดไฟขนาดเล็ก เป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่นำมาผลิตไฟท้ายของรถยนต์ชื่อดังอย่าง Honda ต้นกำเนิดของการฉายภาพก็คือ หลอด LED ซึ่งมีแท่งแก้วกึ่งของเหลว 3 สี คือ สีแดง, สีเขียว และสีน้ำเงิน เหมือนจอ LCD เพียงแต่จอชนิดนี้จะมีราคาแพงกว่า บางกว่า และให้ความคมชัดและความสดใสของภาพได้ดีกว่า