กินน้ำมันปลาแล้วดีอย่างไร ต้องกินอย่างไรถึงจะส่งเสริมสุขภาพร่างกายให้ดียิ่งขึ้น มาหาคำตอบไปด้วยกันกับ Nutri Master คลิกที่นี่

_

ลิสต์ราคา Nutri Master ยอดนิยมปี 2020

10 อันดับสินค้ายอดนิยม ราคา ร้านค้า
Nutri Master (1 กล่อง)Boncal Type II 10 SACHETS x 10 g นูทรี มาสเตอร์ คอลลาเจน ไทพ์ ทู และวิตามินดี 389 บาท Lazada
Nutri Master Boncal Collagen Type II (จำนวน 1 กล่อง) แถมฟรี NutriMaster Boncal Calcium Plus 30 Capsules (จำนวน 1 ขวด) นูทรี มาสเตอร์ บอนแคล คอลลาเจน ไทพ์ ทู ผสม แคลเซียม และ วิตามินดีอาหารเสริม บำรุงกระดูก ข้อ เข่า 529 บาท Lazada
Nutri Master Exxe' Glutathione Body Lotion 200 กรัม 173 บาท Shopee
Nutri Master Exxe Glutathione Body Lotion 200 กรัม 210 บาท Lazada
Nutri Master Exxe Glutathione Body Lotion 200g 1หลอด 207 บาท Lazada
Nutri Master Exxe Glutathione Body Lotion 200 กรัม (3 หลอด) 523 บาท Lazada
Nutri Master Exxe Glutathione Body Lotion 200 กรัม 2 หลอด 380 บาท Lazada
Nutri Master Exxe' Glutathione Body Lotion 200 กรัม 2 หลอด 307 บาท Shopee
Nutri Master Exxe Glutathione Body Lotion 200 กรัม (6 หลอด) 990 บาท Lazada
Nutri Master Bain TUNA FISH OIL DHA 70 % 10 เม็ด (1 กล่อง) ส่งเสริมการทำงานของสมองและสายตา 159 บาท Lazada

Nutri Master ประเทศไทย – น้ำมันปลา...กินถูกดีต่อชีวิต กินผิดต้องคิดเสียใหม่

น้ำมันปลา หรือ Fish Oil เป็นอาหารเสริมอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย แต่อย่าเพิ่งสับสนระหว่าง น้ำมันปลา กับ น้ำมันตับปลานะ เพราะสองอย่างนี้ จริง ๆ แล้วเป็นอาหารคนละชนิดกัน ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ต่างก็ต้องรู้จักบริโภคอย่างถูกวิธีจึงจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดย Nutri Master แบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่เป็นที่รู้จักจากน้ำมันปลาคุณภาพจะมาแนะนำวิธีการบริโภคน้ำมันปลาอย่างถูกวิธี และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

แยกให้เป็น น้ำมันปลา กับ น้ำมันตับปลา แท้จริงแล้วคืออาหารคนละอย่างกัน

รู้หรือไม่ว่า น้ำมันปลา (Fish Oil) กับ น้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil) เป็นอาหารคนละชนิดกัน แม้จะมีชื่อที่คล้ายคลึงกัน แต่กลับมีความแตกต่างกันทั้งในด้านของส่วนประกอบและความปลอดภัยในการบริโภค โดยสารอาหารทั้งสองชนิดนี้จะมีข้อแตกต่างที่สังเกตได้ ดังนี้

  • แหล่งที่มา : น้ำมันปลาได้มาจากไขมันปลา ส่วนน้ำมันตับปลาได้มาจากตับปลา
  • สารอาหาร : น้ำมันปลาประกอบไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 คือ EPA และ DHA ส่วนน้ำมันตับปลาจะประกอบไปด้วยวิตามิน A และ D
  • คุณประโยชน์ : น้ำมันปลาช่วยลดไตรกลีเซอไรด์, ป้องกันภาวะสมองและหัวใจขาดเลือด, บำรุงสมองและสายตา, ลดอาการข้อเสื่อมและโรคไขข้อ ส่วนน้ำมันตับปลาช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกระดูก

น้ำมันปลาและคุณประโยชน์อันล้ำค่าที่คุณอาจคาดไม่ถึง

น้ำมันปลานั้นมีคุณประโยชน์ด้านสุขภาพร่างกายมากมายหลายประการ ไม่ว่าจะช่วยบรรเทาอาการอักเสบ, ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ฯลฯ โดยน้ำมันปลานั้นเป็นน้ำมันที่เกิดจากกระบวนการสกัดเอาน้ำมันออกมาจากส่วนต่าง ๆ ของปลาที่อยู่ในทะเลน้ำลึก และอยู่ในเขตที่หนาวเย็น ซึ่งส่วนที่เอามาสกัดน้ำมัน เช่น เนื้อปลา, หนังปลา, หางปลา, หัวปลา เป็นต้น ปลาทะเลน้ำลึกนั้นจะมีกรดไขมันประเภทโอเมก้า-3 มากกว่าปลาน้ำจืด และยังประกอบด้วยกรดไขมันสำคัญ คือ EPA และ DHA ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย อาทิเช่น

  • ช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและลดไขมันในเลือดได้ จึงลดความเสี่ยงในภาวะหลอดเลือดอุดตัน
  • ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้น
  • ทำให้ความดันโลหิตลดลง เพราะโอเมก้า-3 ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว จนระบบการไหลเวียนเลือดดีขึ้น ความดันจึงลดลงได้
  • ลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ถึง 20 – 50% โดยไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย สามารถใช้ร่วมกับยาลดไขมันในเลือดได้
  • ลดอาการอักเสบ ตึงแน่น ข้อยึดในผู้ป่วยที่มีอาการข้อเสื่อมและข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดยสาร EPA จะไปช่วยลดสารที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบ ปวด บวมตามข้อได้ดี
  • ป้องกันภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ได้ เนื่องจาก DHA เป็นสารที่ช่วยลดการสร้างเส้นใยในสมองซึ่งเป็นตัวการทำลายใยประสาทส่วนความจำ
  • ป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้า เนื่องจากมีกรดไขมันที่มีความสมดุล
  • ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน โดยมีการวิจัยแล้วว่ากรดไขมัน EPA ในน้ำมันปลานั้นสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้นได้
  • กรดไขมันในน้ำมันปลาสามารถลดอาการปวดหัวไมเกรนได้ เนื่องจากกรดไขมันในน้ำมันปลาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพรอสตาแกลนดิน และช่วยลดการหลั่งสารซีโลโทนินที่ทำให้การเกาะตัวของหลอดเลือดลดลงในระยะที่มีการบีบตัวของหลอดเลือดในสมอง อาการปวดไมเกรนจึงลดลงได้นั่นเอง
  • ช่วยลดอาการหอบหืด เมื่อรับประทานน้ำปลาเป็นประจำ จะช่วยลดสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ และลดการผลิตสารที่ทำให้เกิดอาการหอบหืดได้
  • บรรเทาอาการของโรคผิวหนังบางชนิด เช่น โรคสะเก็ดเงิน, โรคเรื้อน เป็นต้น โดยช่วยบรรเทาอาการคัน และทำให้ผื่นแดงลดน้อยลง

การรับประทานน้ำมันปลาอย่างถูกวิธีนั้น ควรรับประทานเป็นประจำสม่ำเสมอในทุก ๆ วัน โดยปกติแล้วไม่ควรรับประทานเกินวันละ 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยมีข้อควรระวังคือ หากคุณเป็นผู้ป่วยที่มีโรคเลือดออกได้ง่าย ให้หลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำมันปลา เช่น ผู้ที่ได้รับยาต้านเกล็ดเลือด, ผู้ที่ต้องกินยาแอสไพริน, คนที่มีเกล็ดเลือดต่ำ, ผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองแตก เป็นต้น เพราะการบริโภคน้ำมันปลาจะไปลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดใสขึ้น อาจส่งผลร้ายต่อผู้ป่วยดังกล่าวได้นั่นเอง

NEW