เลือกใช้เครื่องเสียงคุณภาพจากแบรนด์ JVC พร้อมความรู้เกี่ยวกับการเลือกใช้เครื่องเสียง อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่

_

JVC ประเทศไทย - ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับลำโพง

เมื่อพูดถึงเรื่องลำโพง ใคร ๆ ก็อยากได้คุณภาพเสียงที่ดีมีคุณภาพ และมีฟังก์ชันที่ครบเครื่อง ซึ่งในปัจจุบันมีลำโพงออกมาให้คุณได้เลือกซื้อหลายประเภท ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน ดังนั้นเราจะมาอธิบายให้ฟังว่าลำโพงนั้นมีประเภทไหนกันบ้าง

ลำโพงแกนร่วม
ลำโพงชนิดนี้ดอกลำโพงเสียงแหลมมักจะอยู่ร่วมเป็นชิ้นเดียวกับตัวดอกลำโพงเสียงกลางทุ้ม เป็นเซ็ตที่ติดกัน แยกกันไม่ได้ อาจจะมีพาสซีพครอสโอเวอร์แยกมาให้หรือติดตั้งอยู่กับตัวดอกลำโพง ส่วนมากเราใช้ลำโพงแกนร่วมสำหรับเป็นลำโพงคู่สำรองหรือคู่ที่ไม่ได้เน้นการฟังเพลง เพียงแค่ต้องการเสียงเบา ๆ จากลำโพงนี้เท่านั้น เช่น ติดลำโพงแกนร่วมด้านหลังลำโพงคู่หน้าและคู่หลัง เพื่อให้ด้านหลังได้ยินเสียงด้วย
ลำโพงแยกชิ้น 2 ทาง
เป็นชุดลำโพงที่ได้รับความนิยมและเลือกใช้มากที่สุดในการเลือกเครื่องเสียงรถยนต์ เหตุเพราะว่ามีเพียงดอกลำโพงเสียงแหลมและเสียงกลางทุ้มอุปกรณ์น้อยชิ้นติดตั้งไม่ยุ่งยาก มีให้เลือกฟังเลือกใช้งานหลากหลายยี่ห้อ ตามคุณภาพและวัสดุที่ใช้ผลิต
ลำโพงแยกชิ้น 3 ทาง
ลำโพงชนิดนี้ให้เสียงกลางที่ดี สามารถยกเวทีเสียงให้สูงได้เมื่อติดตั้งอย่างเหมาะสม แต่ด้วยจำนวนดอกลำโพงที่มากขึ้น อาจเกิดปัญหาความไม่สมดุลของเสียง หรือการออกแบบพาสซีพครอสโอเวอร์ไม่ดีพอก็จะทำให้ลำโพงนั้นขาดความไพเราะ
ลำโพง 6 คูณ 9 นิ้ว
นิยมเรียกกันว่าลำโพงรูปไข่เนื่องจากมีรูปลักษณ์ที่เป็นวงรี ลำโพงประเภทนี้เหมาะสำหรับความต้องการพลังและปริมาณเสียงทุ้มมากกว่าลำโพงแยกชิ้น 2-3 ทางเนื่องจากตัวดอกลำโพงเสียงกลางทุ้มมีขนาดที่ใหญ่ จึงผลักดันปริมาณเสียงทุ้มออกมาได้มากกว่า เป็นอีกทางเลือกสำหรับงบประมาณที่จำกัดแต่ต้องการปริมาณของเสียงทุ้มที่เพิ่มขึ้น
ลำโพงซับวูฟเฟอร์
เป็นลำโพงที่ว่ากันด้วยเรื่องเสียงทุ้มอย่างเดียวการเลือกลำโพงประเภทนี้ควรใช้วัสดุที่ทำกรวยลำโพงที่แข็งแกร่ง รวมถึงขอบเซอราวน์ควรมีความเหนียวนุ่ม มีความยืดหยุ่นสูง เป็นต้น

ประเภทของพาวเวอร์แอมป์

CLASS A
พาวเวอร์แอมป์ชนิดนี้เน้นในเรื่องของคุณภาพเสียง ค่าความเพี้ยนตํ่าและเสียงรบกวนน้อย แต่มีข้อเสียในเรื่องของความร้อนที่ค่อนข้างจะสูงเพราะมีการป้อนกระแสไฟให้ทรานซิสเตอร์อยู่ตลอดเวลา ถึงแม้จะไม่มีสัญญาณเข้ามาก็ตาม และกำลังขับที่ได้นั้นก็ค่อนข้างจะน้อยแอมป์ประเภทนี้จึงเหมาะกับนักฟังที่เน้นรายละเอียดของเสียงกลางถึงแหลม
CLASS B
เป็นการใช้ทรานซิสเตอร์ 2 ตัว ทำงานแบบ Push-Pull หรือ ผลัก ดัน ช่วยกันทำงานคนละครึ่งทางและจะไม่มีการป้อนกระแสไฟล่วงหน้า ซึ่งมีข้อดีคือเครื่องไม่ร้อนแต่ข้อเสียกลับมากกว่าเพราะความผิดเพี้ยนสูงมาก เสียงจึงไม่มีคุณภาพ
CLASS AB
เป็นการรวมตัวกันของแอมป์ทั้ง 2 คลาสที่กล่าวมา คือ ใช้ทรานซิสเตอร์ 2 ตัว แต่จะมีการป้อนกระแสไฟปริมาณตํ่าเอาไว้อยู่ตลอดแต่จะไม่มากเท่าคลาส A และการจัดวงจรก็ใช้แบบ Push-Pull เหมือนคลาส B จึงทำให้พาวเวอร์แอมป์ประเภทนี้มีคุณภาพเสียงที่ค่อนข้างดี ถึงแม้จะไม่เท่าคลาส A แต่ได้เปรียบในเรื่องของกำลังขับที่มากกว่า และเกิดความร้อนน้อยกว่า และคลาส AB นี้เป็นแอมป์ที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบันและสามารถนำไปขับได้ทั้งลำโพงกลาง-แหลม และซับวูฟเฟอร์
CLASS D
เป็นพาวเวอร์แอมป์กำลังขับสูง เน้นหนักในเรื่องพละกำลังเพียงอย่างเดียว แอมป์ชนิดนี้ถูกออกแบบมาสำหรับขับซับโดยเฉพาะ เหมาะกับพวกที่ชอบฟังเพลงหนัก ๆ เน้นพลังเบส แบบนี้เป็นแอมป์ที่เรานิยมมาขับใช้กันเพราะมีวัตต์สูง แต่ความเพี้ยนสูงมากกว่า CLASS AB
CLASS H
คือ การนำเอาข้อดีในด้านประสิทธิภาพของแอมป์คลาสดี แต่ให้คุณภาพได้ดีเหมือนแอมป์คลาสเอบี แอมป์คลาสนี้มีรูปแบบวงจรที่สลับซับซ้อนพอสมควรเรียกได้ว่าเป็นแอมป์ที่ให้วัตต์สูงในแบบคลาสดี แต่ให้เสียงเหมือนคลาสเอบีและมีราคาแพง คลาสนี้จะแสดงความสามารถได้เด่นชัด เมื่อเล่นกับโหลดต่ำ ๆ เช่น 2 โอห์ม หรือ 1 โอห์ม ปัจจุบันถือเป็นความก้าวหน้าที่สุดของแอมป์ประเภทกำลังขับสูงและแบบนี้ยังไม่เป็นที่นิยมเท่าไรในตอนนี้เพราะการจัดวงจรที่ยุ่งยากซับซ้อน
CLASS T
คือ การนำเอาข้อดีในด้านประสิทธิภาพของแอมป์คลาสดีกับคลาสเอบีมารวมกันเพื่อให้ได้เสียงดีและมีวัตต์ที่สูงขึ้น การจัดวงจรจะค่อนข้างใกล้เคียงกับ CLASS H
NEW