หากคุณกำลังมองหาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าคุณภาพเยี่ยมอยู่ละก็ Hkllmy มีให้คุณเลือกมากมายแน่นอน มาพร้อมเคล็ดลับเด็ด ๆ อีกเพียบที่คุณสาว ๆ ไม่ควรมองข้าม อ่านข้อมูลเพิ่มเติม ที่นี่

_
×
เรากำลังเตรียมฟีเจอร์นี้ให้คุณพร้อมใช้งาน อดใจรออีกนิด!

iPrice ประเทศไทย – นำเสนอไอเท็มดูแลผิวหน้าเด็ด ๆ ที่อัดแน่นอยู่ในสต็อกของ Hkllmy

มาทำความรู้จักครีมกันแดดแบบจัดเต็มกันเถอะ

อีกหนึ่งไอเท็มที่คุณสาว ๆ หนุ่ม ๆ ควรมีติดกระเป๋าไว้คงหนีไม่พ้นครีมกันแดด SPF สูง ๆ ที่เหมาะกับแดดในเมืองไทยได้แบบจัดเต็ม หลายคนไม่ค่อยกังวลเรื่องความหมองคล้ำจากแสงแดดเท่าไหร่ เพราะชื่นชอบสีผิวแทน ๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่ใช้ครีมกันแดด แต่คุณคิดผิด เพราะครีมกันแดดไม่ได้ถูกผลิตมาเพื่อปกป้องผิวคุณจากการเผาไหม้ของแดดเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการปกป้องผิวจากมะเร็งผิวหนังอีกด้วย แม้ผู้คนในแทบทวีปเอเชียอย่างเรา ๆ จะมีผิวที่มีภูมิคุ้มกันดีอยู่แล้ว แต่คุณก็ไม่ควรประมาทเพราะถ้าเกิดเป็นขึ้นมาจริง ๆ คงเสียค่าใช้จ่ายในการรักษามากกว่าซื้อครีมกันแดดแน่นอน สำหรับผู้ที่กำลังมองหาครีมกันแดดคุณภาพดีที่เข้ากับผิวของคุณแบบจัดเต็มอยู่ละก็ เราได้รวบรวมนานาประเภทของครีมกันแดดมาให้คุณลองทำความรู้จักกันดังนี้

Chemical Sunscreen
เป็นครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมีซึ่งมีหน้าที่ในการปกป้องผิวจากแสงแดด กระบวนการทำงานคือ ดูดซับรังสีจากแสงแดดมาเก็บไว้ในผิวแล้วเปลี่ยนเป็นความร้อนเพื่อป้องกันไม่ให้แสงผ่านลงไปทำร้ายเซลล์ผิวด้านในได้ แต่สารเคมีเหล่านี้จะออกฤทธิ์เพียง 2-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับค่า SPF ในเนื้อครีม นิยมทาซ้ำ ๆ เพื่อให้ประสิทธิภาพของกันแดดครอบคลุมอยู่ตลอดเวลา มีข้อเสียคือยิ่งค่า SPF สูงเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งผลให้ผิวระคายเคืองมากเท่านั้น จึงไม่เหมาะกับผู้ที่มีผิวบอบบางอย่างแรง
Physical Sunscreen
เป็นครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมีเช่นกัน แต่คุณสมบัติของสารจะช่วยสะท้อนรังสี UVA และ UVB ให้ออกไปจากผิว มีระดับความระคายเคืองต่อผิวน้อยกว่าประเภท Chemical Sunscreen แต่ก็มีข้อด้อยคือ ครีมกันแดดประเภทนี้จะไม่สามารถให้ค่า SPF สูง ๆ ได้ หากเลือกเป็นครีมกันแดดสำหรับผิวหน้าจะส่งผลให้หน้าขาวจากเนื้อครีมที่ไม่สามารถซึมลงสู่ผิวได้หมด
Chemical-Physical Sunscreen
เป็นครีมการแดดเนื้อผสมระหว่าง Chemical Sunscreen และ Physical Sunscreen เพื่อให้ข้อดีและข้อด้อยของแต่ละประเภทเอื้อประโยชน์กัน ได้รับความนิยมมากที่สุด แต่จะมีค่า SPF อยู่ระดับปานกลางเท่านั้น สามารถใช้ได้กับผิวทุกประเภท หากเป็นผิวแพ้ง่ายแนะนำให้ลองทาใต้ท้องแขนทิ้งไว้เพื่อทดสอบการแพ้ประมาณ 24 ชั่วโมง หากผิวบริเวณนั้นไม่มีอาการบวม แดง คัน หรือระคายเคืองอื่น ๆ แสดงว่าคุณสามารถใช้กับผิวหน้าได้อย่างไร้กังวล

ครีมกันแดด เลือกแบบไหนถึงจะไม่เฟล

วิธีเลือกซื้อครีมกันแดดจะต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญหลายประการด้วยกัน หากคุณต้องการได้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพเยี่ยมและเข้ากับผิวที่สุดละก็ เราได้รวบรวมปัจจัยสำคัญมาให้คุณได้ลองพิจารณากัน ดังนี้

ค่า SPF ซึ่งย่อมาจาก Sun Protective Factor
จะเป็นตัวบอกว่าครีมกันแดดที่คุณกำลังสนใจนี้สามารถป้องกันรังสี UVA และ UVB ได้มากน้อยเท่าไหร่ หลายคนอาจสังเกตว่านอกจากรังสีที่บ่งบอกความเข้มข้นของแสงแดดแล้ว ส่วนมากบนผลิตภัณฑ์ดูแลผิวยังระบุค่า PA มาให้ด้วย ซึ่งค่านี้เป็นตัวแสดงค่าการปกป้องผิวจากรังสี UVA นั่นเอง ส่วนเครื่องหมาย + หลาย ๆ ตัวที่เราเห็นกันบ่อย ๆ คือค่าความสามารถในการปกป้องผิว โดยทั่วไปจะมีอยู่ 4 ระดับ ได้แก่ PA+ คือการป้องกันรังสี UVA ได้ 1-4 เท่าของปกติ หรือป้องกันได้น้อยมาก, PA++ คือการป้องกันรังสี UVA ได้ 4-8 เท่าของผิวปกติ หรือป้องกันได้ปานกลาง เหมาะกับคนทำกิจกรรมในที่ร่ม, PA+++ คือการป้องกันรังสี UVA ได้ 8-16 เท่า หรือป้องกันได้มาก เป็นระดับที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ เหมาะสำหรับคนทำกิจกรรมกลางแดด และ PA++++ คือการป้องกันรังสี UVA ได้ 16 เท่าขึ้นไป ซึ่งเป็นค่าที่สูงที่สุดในขณะนี้ เหมาะกับคนทำกิจกรรมกลางแดดอยู่ตลอดเวลา
กิจกรรมที่ทำระหว่างวัน
อีกหนึ่งปัจจัยที่คุณควรให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์การใช้งานได้ดีที่สุด หากคุณเพียงต้องการทาเพื่อใช้ชีวิตประจำวันปกติ เช่น ไปทำงาน ไปเรียน และโดยสารรถยนต์ ก็สามารถเลือกค่า SPF ที่คุณคำนวนจากการสัมผัสแสงแดดระหว่างวันได้เลย แต่ถ้าเป็นการทำกิจกรรมที่ต้องโดนน้ำด้วย แนะนำให้เลือกครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติกันน้ำด้วยจะตอบโจทย์ที่สุด