สงครามอีคอมเมิร์ซประเทศไทย VS มาเลเซีย VS เวียดนาม

Kunpot Suriwong

สงครามอีคอมเมิร์ซประเทศไทย VS มาเลเซีย VS เวียดนาม

ใครจะเป็นผู้นำในตลาดอีคอมเมิร์ซ?

ประเทศเพื่อนบ้านที่แข่งขันกันอย่างสูสีกับประเทศไทยในอดีตคงจะหนีไม่พ้นเวียดนามและมาเลเซียที่ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเทียบเท่าหรือนำหน้าประเทศไทยไปแล้ว โดยบริษัท iPrice ซึ่งเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซใน 7 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เล็งเห็นถึงการแข่งขันที่ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดของทั้งสามประเทศในตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ จึงได้จัดทำการศึกษาตลาดอีคอมเมิร์ซและพฤติกรรมผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ในประเทศไทย มาเลเซีย และเวียดนาม และได้พบผลการศึกษาที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

การแบ่งประเภทของร้านค้าอีคอมเมิร์ซโดยใช้เกณฑ์ที่หลากหลายในการแบ่งร้านค้าอีคอมเมิร์ซ โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้เกณฑ์ 3 อย่างเป็นเกณฑ์

1. ร้านค้าอีคอมเมิร์ซก่อตั้งในประเทศหรือมาจากต่างประเทศ (International VS Domestic)

2. ร้านค้านั้นๆขายสินค้าประเภทใด 1. ทั่วไป (general) 2. เทคโนโลยี (Tech) 3. แฟชั่น (Fashion)

3. ธุรกิจโมเดลเป็นแบบ b2c คือร้านค้านั้นๆขายสินค้าถึงมือผู้บริโภค หรือ c2c ร้านค้านั้นๆเปิดช่องทางให้ผู้บริโภครายย่อยขายสินค้าให้กัน

ขั้นตอนการศึกษา

การศึกษาข้างต้นนี้ใช้ข้อมูลจาก The Map of E-Commerce ซึ่งเป็นคอนเท็นต์เปรียบเทียบร้านค้าออนไลน์ในแต่ละประเทศดังนี้ ประเทศไทย, เวียดนาม, มาเลเซีย โดยใช้สองเกณฑ์หลักได้แก่ 1. Traffic และ 2. ผู้ติดตามในโซเชียลมีเดีย (Facebook, Line, Twitter, และ Linkedin) โดยข้อมูลข้างต้นนี้เป็นการนำข้อมูลในแต่ละประเทศมาจัดทำเป็นเปอรเซ็นต์เพื่อง่ายต่อการนำเสนอ โดยการแบ่งประเภทแบ่งเป็นสามประเภทหลักๆได้แก่ ต่างประเทศและในประเทศ โดยร้านค้าต่างประเทศคือมีสัญชาตินอกเหนือจากประเทศไทย ส่วนร้านค้าในประเทศคือร้านค้าที่มีสัญชาติไทย ก่อตั้งโดยคนไทย นอกจากนี้การแบ่งประเภทของสินค้าที่ขายนั้น สินค้าทั่วไปคือร้านค้าใหญ่ที่มีสินค้าหลากหลายรูปแบบ สินค้าแฟชั่นคือร้านค้าที่เจาะจงขายเฉพาะเสื้อผ้าและเครื่องสำอางเท่านั้น ส่วน tech คือสินค้าประเภทเทคโนโลยี และการแบ่งประเภทโมเดลธุรกิจนั้น ในการศึกษาครั้งนี้แบ่งธุรกิจออกเป็นสองประเภทเท่านั้นได้แก่ B2C คือธุรกิจถึงผู้บริโภค และ C2C คือผู้บริโภคถึงผู้บริโภค

ถ้าหากเจาะลึกถึงร้านค้าที่ครองตลาดอีคอมเมิร์ซในแต่ละประเทศนั้นจะพบว่าร้านค้าในแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกันออกไป ยกเว้นบริษัท Lazada ที่ขึ้นครองตลาดในหลายๆประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย มาเลเซีย และเวียดนามด้วย

ขั้นตอนการศึกษา

การศึกษาข้างต้นเป็นการนำเอา Traffic เฉลี่ยนต่อเดือนระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน 2017 มาเปรียบเทียบกันว่าร้านค้าอีคอมเมิร์ซร้านใดมีส่วนแบ่ง traffic มากกว่ากันในตลาด โดยจัดอันดับเพียง 5 อันดับแรกเท่านั้น โดยค่าส่วนแบ่ง Traffic นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Market Share หรือ Market Value แต่อย่างใด

พฤติกรรมซื้อสินค้าในตลาดอีคอมเมิร์ซที่น่าสนใจของคนในประเทศไทย มาเลเซีย และเวียดนาม

คนไทย engage กับแฟนเพจ Fanbook อีคอมเมิร์ซมากที่สุด

จากการศึกษาร่วมกับบริษัท Socialbakers ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านโซเชียลมีเดียนั้นพบว่าคนไทยมี engagement กับ Facebook Page สูงกว่าคนในประเทศมาเลเซียและเวียดนาม กล่าวคือคนไทยผูกพันกับแฟนเพจร้านขายสินค้าออนไลน์สูงกว่าเพื่อนบ้าน คนไทยนิยมกดไลค์ กดแชร์ และคอมเมนต์โพสต์ที่ทางเว็บเพจได้นำเสนอ

ขั้นตอนการศึกษา

ข้อมูลข้างต้นเป็นการศึกษาร่วมกับ Socialbakers โดย Interaction per 1000 fans ที่ใช้เป็นเครื่องมือวัดผล engagement นี้ประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี พ.ศ. 2559 - ไตรมาส 2 ปี พ.ศ. 2560 อยู่ที่ 237.6, มาเลเซีย 109 และเวียดนาม 208.9

บริษัท Google และ Temasek ได้จัดทำการศึกษาตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการคาดการณ์ในอีก 8 ปีนับจากนี้ (.. 2568) ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยจะโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยอัตราเติบโต 29% ต่อปี จนมีขนาดใหญ่กว่าตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศมาเลเซียและเวียดนาม โดยจะขึ้นเป็นที่สองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย ซึ่งประเทศไทยจะมีขนาดอยู่ที่ 11.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเลเซีย 8.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเวียดนาม 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

จากการคาดการณ์นี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับนักช้อปออนไลน์ในสามประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย ตัวเลขการเติบโตนี้แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการเข้าถึงตัวเลือกที่มีมากขึ้นและคุณภาพของสินค้าและบริการที่ดีขึ้นด้วยนั่นเอง เนื่องจากร้านค้าในตลาดอีคอมเมิร์ซจะต้องแข่งขันกันมากขึ้นเพื่อขึ้นเป็นหนึ่งในใจของผู้บริโภค


รับคูปองสุดคุ้มมากมายจาก Lazada, Shopee, Central Online, Looksi, Expedia และ Sephora

ความคิดเห็นจากผู้ใช้งาน